เจาะลึกงานวิจัยมหาวิทยาลัยนอร์เวย์เรื่องพลาสติก

เปิดเผยข้อมูลสำคัญเรื่องวิกฤตขยะพลาสติกและผลกระทบต่ออนาคตของโลกธุรกิจ

ในยุคที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรม ทุกครั้งที่โรงงานผลิตสินค้าพลาสติกปล่อยขยะออกสู่ธรรมชาติ หรือทุกครั้งที่ผู้บริโภคทิ้งบรรจุภัณฑ์พลาสติกลงในที่ผิด มันคือจุดเริ่มต้นของการสร้างภาระและต้นทุนแฝงในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก โดยเป็นรายจ่ายทางอ้อมที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้ในระบบบัญชีของบริษัทใดๆ แต่กำลังถูกจ่ายโดยทุกชีวิตบนโลกใบนี้ รวมถึงองค์กรธุรกิจของคุณด้วยเช่นกัน

ผลการศึกษาที่น่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัย NTNU ประเทศนอร์เวย์ โดย ฟรานเชสก้า เวโรเนส และทีมนักวิจัยด้านวิศวกรรมพลังงานและกระบวนการผลิต เพิ่งเปิดเผยข้อเท็จจริงสำคัญที่ผู้บริหารไม่ควรมองข้ามอย่างจริงจังว่า อนุภาคพลาสติกขนาดเล็กในทะเลกำลังลดทอนประสิทธิภาพของโลกในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และตัวเลขตัวบ่งชี้เหล่านี้กำลังแย่ลงทุกปี

ความสำคัญของระบบนิเวศทางทะเล ซึ่งทำหน้าที่เกื้อหนุนระบบเศรษฐกิจของมนุษย์

ในทางวิชาการมีการนิยามกลไกดังกล่าวว่าเป็น "บริการจากระบบนิเวศ" (Ecosystem Services) ซึ่งหมายถึงสิ่งที่ธรรมชาติทำให้มนุษย์โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ถ้าพิจารณาถึงกลไกการทำงานของระบบนิเวศทางทะเล ตั้งแต่การผลิตออกซิเจน การควบคุมอุณหภูมิโลก การเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญ การเป็นเส้นทางการค้า และที่สำคัญที่สุดในบริบทของวิกฤตโลกร้อน มหาสมุทรทำหน้าที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มนุษย์ปล่อยออกมาถึง 25-30% ต่อปี

หลักการง่ายๆ คือ ถ้าไม่มีมหาสมุทร โลกจะร้อนขึ้นเร็วกว่านี้อย่างน้อยหนึ่งในสาม ซึ่งในมุมมองทางธุรกิจนั้นหมายถึงพายุที่รุนแรงขึ้น น้ำท่วมที่บ่อยขึ้น และภัยแล้งที่หนักขึ้น ทั้งหมดนี้คือค่าใช้จ่ายแฝงที่บริษัทประกันภัย รัฐบาล และในที่สุดตัวผู้ประกอบการเองต้องแบกรับ ในอนาคตอันใกล้

กลไกสำคัญเบื้องหลังความสามารถอันยอดเยี่ยมนี้คือ แพลงก์ตอนพืช กลุ่มสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วที่ล่องลอยอยู่ในชั้นน้ำผิวของมหาสมุทรทั่วโลก สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ทำการสังเคราะห์แสงเช่นเดียวกับต้นไม้บนบก แต่ขนาดของพวกมันเล็กจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น และปัจจัยนี้เองที่ส่งผลให้ผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อพวกมันเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ไมโครพลาสติกคือศัตรูที่มองไม่เห็น ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก

ตามนิยามทางวิทยาศาสตร์ ไมโครพลาสติกคืออนุภาคพลาสติกขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร ซึ่งเกิดขึ้นจากการแตกตัวของพลาสติกชิ้นใหญ่ภายใต้แสงแดดและคลื่นทะเล ตลอดจนสารปนเปื้อนจากเส้นใยสังเคราะห์ในเสื้อผ้า ยางรถยนต์ที่สึกกร่อน และสารเคลือบประเภทต่างๆ ในอุตสาหกรรม ไม่มีพื้นที่ใดในโลกที่รอดพ้นจากสารปนเปื้อนชนิดนี้

จากผลการทดลองเชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นว่า ไมโครพลาสติกรบกวนการเติบโตและการทำงานของแพลงก์ตอนพืชในหลายมิติ โดยมีรายละเอียดของผลกระทบที่สำคัญดังต่อไปนี้

  • การบดบังแสงแดดและรังสีที่จำเป็น: อนุภาคพลาสติกที่ล่องลอยอยู่ในน้ำช่วยกันปิดกั้นแสงแดดไม่ให้ส่องลึกลงไปในน้ำ แพลงก์ตอนพืชที่อยู่ในชั้นน้ำลึกกว่าจึงสังเคราะห์แสงได้น้อยลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของแปลงเกษตรใต้น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก
  • ความเป็นพิษทางเคมีจากสารประกอบพลาสติก: พลาสติกบางประเภท โดยเฉพาะพีวีซี (PVC) มีสารพิษที่ปล่อยออกมาในน้ำและทำลายเซลล์ของแพลงก์ตอนโดยตรง นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดความเครียดเชิงออกซิเดชันภายในเซลล์ ซึ่งรบกวนกระบวนการเผาผลาญและการดำรงชีวิต
  • ผลกระทบเชิงกลจากรูปทรงแหลมคม: อนุภาคพลาสติกที่มีขอบแหลมคมสามารถทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ของแพลงก์ตอนได้โดยตรง ซึ่งเป็นอันตรายต่อการเติบโตในระยะยาว

ผลลัพธ์ที่ตามมาจากการหยุดชะงักนี้คือการดูดซับคาร์บอนในพื้นที่เขตแห้งแล้งและเขตร้อนลดลงในปริมาณที่วัดได้ โดยประเมินความเสียหายอยู่ที่ 25,000-48,000 ตันต่อปีต่อภูมิภาค แม้จะดูเหมือนเป็นสัดส่วนที่เล็กน้อย แต่นั่นเป็นตัวเลข ณ ระดับมลพิษปัจจุบัน หากไม่มีมาตรการควบคุมที่เข้มงวดและมีประสิทธิภาพพอ

แนวคิดการประเมินวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ เพื่อปรับเปลี่ยนมุมมองด้านการบริหารจัดการ

สิ่งที่น่าสนใจและคุ้มค่าต่อการศึกษาในงานวิจัยชิ้นนี้คือ แนวคิดการประเมินวงจรชีวิต (Life Cycle Assessment) ซึ่งเป็นวิธีการที่ตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ตั้งแต่วันแรกที่ถูกผลิตขึ้น ไปจนถึงขั้นตอนการขนส่งและการใช้งาน ไปจนถึงวันที่กลายเป็นขยะและสลายตัวในระบบนิเวศ

หากผู้ประกอบการลองนำเครื่องมือนี้มาวิเคราะห์องค์กร จะพบว่าต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าไม่ได้จบลงแค่ที่ราคาขายหรือต้นทุนการผลิตในโรงงาน ทว่ายังประกอบไปด้วยค่าใช้จ่ายภายนอก ดังต่อไปนี้

  • ภาระด้านงบราษฎร์ในการเคลียร์ขยะพลาสติก
  • งบประมาณการรักษาพยาบาลจากโรคที่เกี่ยวเนื่องกับมลพิษ

ภายใต้มาตรการทางกฎหมายและข้อบังคับสากลที่ทวีความรุนแรง บริษัทที่ยังคงคิดแบบการลดต้นทุนระยะสั้นแล้วผลักภาระออกไปสู่สังคม ถือเป็นการสร้างปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์

วิกฤตโลกสามประการกับโอกาสทางธุรกิจรูปแบบใหม่

องค์การสหประชาชาติได้มีการนิยามความท้าทายนี้ว่าเป็น "วิกฤตโลกสามประการ" (Triple Planetary Crisis) อันได้แก่ วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิกฤตมลพิษ และวิกฤตการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ โดยปัญหาทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแยกจากกันแต่ส่งผลกระทบถึงกัน

กรณีของไมโครพลาสติกสะท้อนภาพนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุด เนื่องจากมันเป็นทั้งปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม เช็กที่นี่ ปัญหาการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพเนื่องจากสัตว์ทะเลได้รับสารพิษ ตลอดจนส่งผลให้วิกฤตโลกร้อนรุนแรงขึ้นจากประสิทธิภาพการดูดซับคาร์บอนที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักธุรกิจและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ปัญหาเหล่านี้คือความต้องการของตลาดที่รอการแก้ไข การพัฒนากระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะไม่ใช่เพียงแค่การทำ CSR เพื่อสังคมอีกต่อไป

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *